Knowledge Management Bangkok Weekly

Knowledge ‘s blog for everybody in MIT Bangkok and everybody

การจัดการเชิงพุทธศาสนา ตอน หลักกาลามสูตร กับ การจัดการองค์ความรู้

  KM เชิง พุทธศาสนา

ตอน หลักกาลามสูตร กับ การจัดการองค์ความรู้

บทความโดย ฉสุภ  ตั้งเลิศลอย MIT รุ่น 11 รหัส 49233489

บทความนี้ข้าพเจ้าได้เขียนขึ้นเองด้วยแนวทางพุทธศาสนา

ได้ใช้การอ้างอิงเท่านั้นมิได้คัดลอกมาจากที่ไดทั้งสิ้น

 

    จากคราวที่แล้วนี้ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงหลักการจัดการความรู้เชิงพุทธไปแล้วนั้น และได้ทิ้งประเด็นเรื่อง

"หลักกาลามสูตร" ไว้ ในวันนี้จะได้มาทำการกล่าวถึงหลัก "กาลามสูตร" นี้ว่ามีความวเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

กับการจัดการองค์ความรู้ โดยในเบื้องแรกนี้เราจะต้องมารู้ก่อนว่าหลักกาลามสูตรนี้คืออะไร

 หลักแห่งกาลามสูตร 10 อย่างนั้นประกอบด้วย

 1.อย่าเชื่อตามที่ฟัง ๆ กันมา

 2.อย่าเชื่อตามที่ทำต่อ ๆ กันมา

 3.อย่าเชื่อตามคำเล่าลือ

 4.อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา

 5.อย่าเชื่อโดยนึกเดา

 6.อย่าพึ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา

 7.อย่าพึ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

 8.อย่าพึ่งเชื่อเพราะตรงกับทฤษฏีของตน

 9.อย่าพึ่งเชื่อเพราะรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้

 10.อย่าพึ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูอาจารย์ของตน

 เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ท่านก็คงนึกค้านอยู่ในใจว่า เล่นบอกมาอย่างนี้แล้วจะเชื่อใครได้เล่า ก็ต้องขอบอกว่า

คำถามดังกล่าวพุทธศาสนาได้เตรียมไว้ให้แล้วโดยมีข้อความเพิ่มเติมว่า "ต่อเมื่อใดพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า

ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษเป็นต้นแล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น เรียกว่า

กาลามสูตร"

 ตรงนี้จะสามารถตอบได้ทันทีเลยว่า สิ่งที่เราควรรู้นั้นมีเพียงง่าย ๆ นิดเดียวคือ เชื่อแต่สิ่งที่เมื่อรู้แล้ว

ไม่ทำให้เราเดือดร้อน รวมถึงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน "ไม่มีโทษ" และจรรโลงสังคม ทำให้คนอื่นเป็นสุข

"เป็นกุศล" และปฏิบัติ หรือสัมผัสด้วยตนแล้วเป็นจริง เห็นจริงนั่นแหละเราจึงเชื่อได้อย่างสนิทใจ ดังนี้แล้ว

ก็ขึ้นอยู่กับว่าถึงมันอาจทำให้เราเดือดร้อนคือมีโทษแล้วแต่เราพร้อมเสี่ยงพร้อมรับผลนั้น นั่นมันก็ต้องยก

กาลามสูตรไปเก็บไว้ที่อื่นก่อน เข้าทำนองที่ว่าได้เตือนไว้แล้วนะจะไม่ฟังนั่นก็เรื่องของเราเอง

 ทีนี้เมื่อลองนำมาประยุกต์นั้น ข้าพเจ้าก็ต้องขอยกตัวอย่างใกล้ตัว มาซักหนึ่งตัวอย่างเพื่อประกอบการ

พิจารณาว่าเช่นหากเราได้ทราบว่าถ้าเราทำการปลูกข้าวในเวลานี้ในอณาคต 3-4 เดือนหลังจากนี้ข้าวจะราคา

แพงเป็นเท่าตัว ด้วยข่าวสารอย่างนี้แล้วนั้นหากนำหลัก "กาลามสูตร" มาพิจารณาแล้วเราก็จะพบว่ามันไปถูก

ข้อที่ "6.อย่าพึ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา" คุมอยู่ อันนี้ก็ตรงตัวอยู่แล้วว่าในอณาคตข้าวอาจจะลงก็ได้ใครจะไปรู้

ทีนี้ก็มีคนที่เรานับถือเป็นอาจารย์มาบอกเราอีกว่า เอาเถอะเขาคิดไคร่ครวญแล้ว ว่าอีก 3-4 เดือนข้าวจะขึ้นแล้ว

เราจะเชื่อได้อย่างสนิทใจหรือ อันนี้มันก็เข้าข้อ "10.อย่าพึ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูอาจารย์ของตน" ตรงนี้

ไม่ได้บอกว่าเขาเชื่อไม่ได้เพียงแต่พยายามชี้ว่าอย่าเชื่อโดยสนิทใจก็แค่นั้น เพราะมันไม่มีอะไรรับประกันได้เลย

ทีนี้เมื่อพิจารณาตามเหตุผลแล้วว่า อ้าวเนาะ! ตอนนี้ตลาดโลกกำลังต้องการข้าวเป็นอย่างมาก เวียตนามก็ผลิต

เพื่อส่งออกไม่ได้แล้ว อินเดียเองก็ประสบปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศ อันนี้มันก็น่าจะผลิตได้ปลูกได้ ใช่หรือไม่

แต่ถ้าเรานำหลักกาลามสูตรมากำกับเราจะพบว่ามันเข้าหลัก "7.อย่าพึ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล" และ

"8.อย่าพึ่งเชื่อเพราะตรงกับทฤษฏีของตน" ท่าานคงสงสัยว่าจะบ้ากันไปแล้วหรือไร ขนาดเหตุผลยังไม่ให้เชื่อ

แล้วก็ไม่ต้องผลิตกันพอดี ก็ต้องอธิบายว่าที่ไม่ให้เชื่อนั้นเพราะว่า ตามเหตุผลกับความเป็นจริงบางครั้งอาจไม่ตรง

กันก็ได้ เช่นกรณีนี้หากอินเดียดันกลับมาปลูกข้าวได้ล่ะ แล้วประเทศเราดันมีแมลงกัดกินข้าวลงละลอกใหญ่

ในปีนี้ล่ะจะทำอย่างไร ตรงนี้ล่ะครับที่บอกว่าจะถูกข้อ 7-8 กรองไว้ คราวนี้หากพบว่าจะหลุดจากทุก ๆ ข้อได้

นั้นมันก็จะเป็นประมาณว่าปกติเราก็เป็นชาวนาอยู่แล้ว ปลูกข้าวเป็นประจำอยู่การปลูกข้าวนี้ไม่ได้ปลูกเพราะเชื่อ

ด้วย 10 ข้อแห่ง "กาลามสูตร" แต่เราทำอยู่เป็นประจำ องค์ความรู้ของเราคือ

ปลูกข้าวอย่างไร ซึ่งเราปฏิบัติจริงมาแล้ว มันถูกต้อง อีก 3-4 เดือนข้าวจะขึ้นหรือลง แมลงจะมีหรือไม่เราก็ต้องปลูก

ข้าวอยู่ เป็นธรรมดาอยู่ อย่างนี้แล้วเมื่อเราสังเคราะห์ตามหลัก "กาลามสูตร" องค์ความรู้จริง ๆ นั้น ก็คือเรื่องวิธี

ของการปลูกข้าวซึ่งปฏิบัติได้จริง เห็นผล ถ้าใครอยากรู้ก็มาลองปลูกดูได้ อันนี้ถือเป็นองค์ความรู้ได้แต่การที่เรารู้ว่าอีก

3-4 เดือนข้าวจะแพงนั้นไม่ถือเป็นความรู้เพียงเป็นข่าวสารก็เท่านั้น

 ก็เลยต้องขอฝากไว้เพื่อเป็นข้อคัดกรองว่าสิ่งที่เรารู้มานั้นเป็นองค์ความรู้จริง ๆ แล้วหรือไม่ ถ้าจะให้อิงหลัก

อีกนิดคือ เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโกหรือไม่ คือปฏิบัติได้มั้ย ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลามั้ย ถ้าใช่ก็ถือว่าผ่านหลักกาลามสูตรได้

และเก็บเป็นองค์ความรู้ที่เราควรจัดเก็บ เราควรรวบรวม ไว้เพื่อตัวเราเอง เพื่อส่วนรวมให้ได้รับทราบสืบ ๆ ต่อกันไป...

มีนาคม 27, 2008 - Posted by | ทั่วไป

1 ความเห็น »

  1. เชื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจริงแท้แน่นอนที่สุดค่ะ มีอีกหลักคำสอนที่น่าจะนำมาพ่วงกันได้คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ก็คือทางสายกลางนั่นเอง ท่านไม่ให้เราเชื่ออะไรสุดโต่ง ท่านตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นมาจากเหตุจากปัจจัย 10 ข้อที่กล่าวมาของกาลามสูตรนั้น มีคำว่า “อย่า” นำหน้า ในความเห็นของดิฉันคือ “ผล”และ”เหตุปัจจัย”ทั้งหลายแหล่มันมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่าไปปักใจกับสิ่งใดๆ เช่น ถ้าจะว่ากันเรื่องข้าวราคาแพง ณ เดือนนี้เรารู้แล้วว่าเหตุที่ทำให้ข้าวราคาแพงคืออะไรก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเหตุนี้ไปตลอดชาติที่ทำให้ข้าวราคาแพง เดือนหน้าข้าวก็อาจยังราคาแพง แต่เหตุที่ทำให้ข้าวราคาแพงอาจไม่ใช่เหตุเดิมแล้วก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรายั้งๆความคิดเอาไว้บ้าง การฟังอะไรแบบกลางๆจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้นะคะ เพราะการสุดโต่งนั้นเองทำให้เรามีทิฐิ พอเรามีทิฐิ เราก็อยากเอาชนะเวลาใครมาพูดอะไรที่ไม่เหมือนที่เราคิด พอเราไปยึดมั่นถือมั่นมันไว้ เราก็ไปทะเลาะเบาะแว้งเขาเพื่อเอาชนะ ทั้งๆที่จริงๆแล้วลึกๆในใจเราอาจรู้แล้วก็ได้ว่าใครถูก แต่มันสุดโต่งมันเลยดื้อแพ่งไปเรื่อย สุดท้ายก็จะนำความหายนะมาสู่ตัวเอง หรือไม่ก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนได้ด้วยเหมือนกัน

    จริงมั้ยคะ ^_^

    ความเห็น โดย wu49231004 | เมษายน 23, 2008 | ตอบกลับ


ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: